Watch videos with subtitles in your language, upload your videos, create your own subtitles! Click here to learn more on "how to Dotsub"

Annotated captions of Bruce Schneier: The security mirage in Thai

Last Modified By Time Content
meeyumyim 00:00
00:02

ความปลอดภัยแบ่งเป็นสองประเภทนะครับ

meeyumyim 00:02
00:04

คือความรู้สึก และความเป็นจริง

meeyumyim 00:04
00:06

และมันไม่เหมือนกัน

heartfeltgrace 00:06
00:08

คุณรู้สึกถึงความปลอดภัยได้

meeyumyim 00:08
00:10

แม้ว่าจริงๆไม่ได้เป็นเช่นนั้น

meeyumyim 00:10
00:12

และคุณก็ปลอดภัยได้

meeyumyim 00:12
00:14

โดยไม่รู้สึกถึงมัน

meeyumyim 00:14
00:16

จริงๆแล้ว มันเป็นสองแนวคิดที่แยกออกจากกัน

meeyumyim 00:16
00:18

แต่ผนวกอยู่ในคำๆเดียว

meeyumyim 00:18
00:20

และสิ่งที่ผมอยากนำเสนอในวันนี้

meeyumyim 00:20
00:22

ก็คือแยกมันออกจากกัน

heartfeltgrace 00:22
00:24

เพื่อดูว่าสองอย่างนี้แยกออก

meeyumyim 00:24
00:26

และรวมกันเมื่อไหร่ อย่างไร

meeyumyim 00:26
00:28

โดยในส่วนนี้ภาษาเองเป็นที่ปัญหา

meeyumyim 00:28
00:30

เพราะเรายังไม่มีคำที่สามารถสื่อความหมาย

meeyumyim 00:30
00:33

สำหรับสิ่งที่เรากำลังจะกล่าวถึงได้ดีนัก

meeyumyim 00:33
00:35

หากเราพูดถึงความปลอดภัย

meeyumyim 00:35
00:37

ในทางเศรษฐศาสตร์

heartfeltgrace 00:37
00:39

มันคือการได้อย่างเสียอย่าง (trade-off)

meeyumyim 00:39
00:41

ทุกครั้งที่คุณได้มาซึ่งความปลอดภัย

heartfeltgrace 00:41
00:43

คุณมักจะแลกมาด้วยสิ่งที่คุณมี

heartfeltgrace 00:43
00:45

ตั้งแต่เรื่องการตัดสินใจส่วนตัว

meeyumyim 00:45
00:47

เช่น การที่คุณจะติดตั้งสัญญาณกันขโมยในบ้าน

heartfeltgrace 00:47
00:50

หรือจะเป็นการตัดสินระดับชาติ ว่าคุณจะรุกรานประเทศใด

meeyumyim 00:50
00:52

ล้วนต้องยอมเสียบางอย่างไปเพื่อแลกมาเสมอ

heartfeltgrace 00:52
00:55

เงินบ้างล่ะ เวลาบ้างล่ะ ความสะดวกสบาย สมรรถภาพ

meeyumyim 00:55
00:58

หรือเสรีภาพขั้นพื้นฐาน

heartfeltgrace 00:58
01:01

และคำถามที่จะเกิดขึ้นในประเด็นด้านความปลอดภัย

heartfeltgrace 01:01
01:04

ไม่ใช่คำถามว่ามันทำให้เราปลอดภัยขึ้นหรือไม่

heartfeltgrace 01:04
01:07

แต่กลับเป็นว่า คุ้มไหมที่ยอมเสียไปเพื่อให้ได้มา

meeyumyim 01:07
01:09

คุณคงเคยได้ยินว่าหลายๆปีที่ผ่านมา

heartfeltgrace 01:09
01:11

โลกของเราปลอดภัยขึ้น เพราะซัดดัม ฮุสเซ็นไม่ได้กุมอำนาจไว้แล้ว

meeyumyim 01:11
01:14

นั่นอาจจะจริง แต่ก็ไม่ได้เกี่ยวโยงกันถึงขั้นนั้น

heartfeltgrace 01:14
01:17

คำถามคือ คุ้มค่าหรือเปล่า

meeyumyim 01:17
01:20

และคุณสามารถตัดสินใจด้วยตัวเอง

meeyumyim 01:20
01:22

และคุณก็จะตัดสินว่ามันคุ้มกับการรุกรานหรือเปล่า

heartfeltgrace 01:22
01:24

นั่นคือวิธีคิดเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัย

heartfeltgrace 01:24
01:26

ในบริบทของการได้อย่างเสียอย่าง

meeyumyim 01:26
01:29

เอาล่ะ มันไม่ได้มีอะไรถูกหรือผิด

meeyumyim 01:29
01:31

บางท่านในที่นี้ติดตั้งสัญญาณกันขโมยในบ้าน

meeyumyim 01:31
01:33

บางท่านไม่ติด

heartfeltgrace 01:33
01:35

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าบ้านคุณตั้งอยู่ที่ไหน

meeyumyim 01:35
01:37

อยู่ตัวคนเดียว หรืออยู่กับครอบครัว

heartfeltgrace 01:37
01:39

มีของใช้ราคาแพงจำนวนมากน้อยขนาดไหน

meeyumyim 01:39
01:41

จะยอมรับกับความเสี่ยงที่โจรจะขึ้นบ้าน

meeyumyim 01:41
01:43

ได้มากน้อยขนาดไหน

meeyumyim 01:43
01:45

ทางการเมืองก็เช่นกัน

meeyumyim 01:45
01:47

มีความคิดเห็นหลากหลาย

heartfeltgrace 01:47
01:49

และบ่อยครั้งที่การได้อย่างเสียอย่าง

meeyumyim 01:49
01:51

เป็นมากกว่าแค่ความปลอดภัย

meeyumyim 01:51
01:53

และผมเชื่อว่ามันสำคัญมาก

meeyumyim 01:53
01:55

ทุกคนมีสัญชาตญาณ

heartfeltgrace 01:55
01:57

ในเรื่องการได้อย่างเสียอย่าง

heartfeltgrace 01:57
01:59

เพราะเราทำกันทุกวัน

meeyumyim 01:59
02:01

เช่น ตอนผมออกจากโรงแรมเมื่อคืน

heartfeltgrace 02:01
02:03

การที่ผมล็อกประตูสองชั้น

meeyumyim 02:03
02:05

การที่คุณขับรถมาที่นี่

meeyumyim 02:05
02:07

หรือตอนที่เราไปกินอาหารเที่ยง

meeyumyim 02:07
02:10

เราเชื่อว่าอาหารไม่ได้เป็นพิษ เลยทานมันเข้าไป

heartfeltgrace 02:10
02:12

พวกเราแลกบางอย่างมาด้วยการเสียบางอย่างไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า

meeyumyim 02:12
02:14

หลายๆครั้งในหนึ่งวัน

meeyumyim 02:14
02:16

เราไม่ค่อยรู้ตัวกันหรอก

meeyumyim 02:16
02:18

เพราะมันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต ทุกคนเป็นเหมือนกันหมด

heartfeltgrace 02:18
02:21

รวมไปถึงสัตว์ทุกสายพันธุ์ด้วย

meeyumyim 02:21
02:23

ลองนึกภาพกระต่ายน้อยกำลังกินหญ้าอยู่ในสวน

meeyumyim 02:23
02:26

และมันต้องเจอสุนัขจิ้งจอก

meeyumyim 02:26
02:28

ตอนนั้นแหละที่กระต่ายจำต้องสละบางอย่างเพื่อแลกกับความปลอดภัย

meeyumyim 02:28
02:30

ถามตัวเองว่า "จะกินต่อดี หรือ จะหนีดี?"

meeyumyim 02:30
02:32

และหากคุณลองคิดดูดีๆ

meeyumyim 02:32
02:35

กระต่ายที่ถ่วงดุลแล้วตัดสินใจเลือกทางที่ถูกต้อง

meeyumyim 02:35
02:37

มีแนวโน้มอยู่รอดและสืบพันธุ์ต่อไป

meeyumyim 02:37
02:39

ในขณะที่กระต่ายที่ตัดสินใจผิด

heartfeltgrace 02:39
02:41

จะถูกกินหรือไม่ก็หิวโซ

meeyumyim 02:41
02:43

ทีนี้ คุณอาจจะคิดว่า

meeyumyim 02:43
02:46

สายพันธุ์มนุษย์ประเสริฐอย่างพวกเรา

heartfeltgrace 02:46
02:48

คุณ ผม และคนเราทุกคน

heartfeltgrace 02:48
02:51

คงเก่งเรื่องถ่วงดุลการได้อย่างเสียอย่างแบบนี้แน่ๆ

heartfeltgrace 02:51
02:53

ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น แต่ครั้งแล้วครั้งเล่า

heartfeltgrace 02:53
02:56

ที่เราทำได้ไม่เข้าท่าเอามากๆ

heartfeltgrace 02:56
02:59

และผมคิดว่านั่นเป็นปัญหาพื้นฐานที่น่าสนใจทีเดียว

meeyumyim 02:59
03:01

ผมจะตอบสั้นๆนะครับ

heartfeltgrace 03:01
03:03

จริงๆแล้ว มนุษย์เราตอบสนองกับการรับรู้ถึงความปลอดภัย

heartfeltgrace 03:03
03:06

ไม่ใช่กับความเป็นจริง

heartfeltgrace 03:06
03:09

ทั้งนี้ โดยมากแล้วจะไม่เป็นปัญหา

meeyumyim 03:10
03:12

เพราะส่วนใหญ่

meeyumyim 03:12
03:15

ความรู้สึกกับความเป็นจริงมันเป็นไปในทางเดียวกัน

meeyumyim 03:15
03:17

มันเป็นแบบนั้นจริงๆ

heartfeltgrace 03:17
03:20

สมัยก่อนประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

meeyumyim 03:20
03:23

พวกเราล้วนได้พัฒนาศักยภาพนี้

heartfeltgrace 03:23
03:25

เพราะมันเป็นผลดีกับวิวัฒนาการ

heartfeltgrace 03:25
03:27

คิดอีกแบบหนึ่ง

heartfeltgrace 03:27
03:29

ได้ว่า การที่เรามีความสามารถตัดสินใจในสถานการณ์เสี่ยงๆ

meeyumyim 03:29
03:31

ก็เพื่อเอื้อกับการดำรงชีวิต

meeyumyim 03:31
03:34

ในสภาพแวดล้อมที่ต้องใช้ชีวิตเป็นกลุ่มชนเล็กๆบนที่ราบสูง

heartfeltgrace 03:34
03:37

ในทวีปอัฟริกาฝั่งตะวันออกใน 100,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช

heartfeltgrace 03:37
03:40

ซึ่งต่างจากการชีวิตในนครนิวยอร์กในปี 2010 (พ.ศ.2553)

heartfeltgrace 03:41
03:44

ทีนี้ หลายๆครั้งที่การรับรู้ถึงภัยอันตรายเป็นไปแบบไม่สมเหตุสมผลนัก

meeyumyim 03:44
03:46

จากการทดลองหลายๆครั้ง

meeyumyim 03:46
03:49

แสดงให้เห็นว่าความไม่สมเหตุสมผลเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า

heartfeltgrace 03:49
03:51

ทีนี้ผมจะลองยกความไม่สมเหตุสมผลให้ฟังสัก 4 อย่างนะครับ

heartfeltgrace 03:51
03:54

พวกเรามักจะมีปฏิกิริยาเกินจริงกับภัยอันตรายที่เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นและไม่ค่อยเกิดขึ้น

heartfeltgrace 03:54
03:56

และลดความสำคัญของภัยอันตรายที่เกิดทุกวัน

meeyumyim 03:56
03:59

เช่นเลือกที่จะบินหรือขับรถ

meeyumyim 03:59
04:01

คนเรามักจะติดภาพว่าสิ่งแปลกปลอม

meeyumyim 04:01
04:04

ทำให้เกิดภัยมากกว่าสิ่งที่คุ้นเคย

meeyumyim 04:05
04:07

ตัวอย่างเช่น

meeyumyim 04:07
04:10

คนเรากลัวโดนคนแปลกหน้าลักพาตัวเด็กๆ

meeyumyim 04:10
04:13

ทั้งที่สถิติแสดงให้เห็นว่่าอัตราการลักพาตัวจากคนใกล้ชิดนั้นสูงกว่าเสียอีก

meeyumyim 04:13
04:15

ส่วนนี้หมายถึงเด็กๆนะครับ

meeyumyim 04:15
04:18

สาม เราจะรับรู้ภัยที่เกิดจาก

heartfeltgrace 04:18
04:21

บุคคลที่เป็นรูปธรรมได้มากกว่าภัยอื่นๆที่เกิดจากบุคคลนิรนาม

meeyumyim 04:21
04:24

ฉะนั้นบิน ลาเด็นก็น่ากลัวกว่าใครๆเพราะมีชื่อเสียงเรียงนาม

meeyumyim 04:24
04:26

และอย่างที่สี่

meeyumyim 04:26
04:28

ผู้คนมักจะไม่ระวัง

meeyumyim 04:28
04:30

สถานการณ์ที่พวกเขามีอำนาจควบคุม

meeyumyim 04:30
04:34

และประเมินสถานการณ์ที่พวกเขาไม่ได้เป็นคนควบคุมสูงกว่าที่ควรจะเป็น

meeyumyim 04:34
04:37

เช่น การโดดร่มหรือการสูบบุหรี่

meeyumyim 04:37
04:39

พวกเขาประเมินความเสี่ยงต่ำไป

meeyumyim 04:39
04:42

หากภัยพุ่งเข้าหาคุณ เช่น กรณีก่อการร้าย

meeyumyim 04:42
04:45

คุณจะตอบสนองมากเกินกว่าที่ควร เพราะคุณรู้สึกว่ามันไม่ไ้ด้อยู่ในการควบคุมของคุณ

heartfeltgrace 04:47
04:50

มีอคติอื่นๆอีกนับไม่ถ้วนที่เป็น อคติทางการคิด (cognitive bias)

heartfeltgrace 04:50
04:53

ซึ่งมีผลกับการตัดสินใจของเรา

heartfeltgrace 04:53
04:55

ซึ่งก็มีวิทยการศึกษาสำนึก (heuristic) ที่ใช้ในเรื่องนี้ได้

meeyumyim 04:55
04:57

หมายความว่า

meeyumyim 04:57
05:00

เราประเมินความเป็นไปได้ของสถานการณ์ใดๆ

meeyumyim 05:00
05:04

โดยการเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่เรานึกได้

meeyumyim 05:04
05:06

ลองคิดดูว่ามันเป็นเช่นนั้นไหม

meeyumyim 05:06
05:09

ถ้าวันหนึ่ง คุณได้ยินเรื่องเสือทำร้ายใครเข้าบ่อยๆ คุณย่อมคิดว่ามีเสือหลายตัวป้วนเปี้ยนอยู่รอบๆ

meeyumyim 05:09
05:12

ในขณะที่หากไม่มีข่าวสิงโตทำร้ายใครเข้าหูคุณ คุณก็จะคิดว่าไม่มีสิงโตในแถบที่คุณอยู่

heartfeltgrace 05:12
05:15

วิธีนี้ใช้การได้จนกระทั่งวันที่เราประดิษฐ์หนังสือพิมพ์ขึ้นมา

meeyumyim 05:15
05:17

เพราะหน้าที่ของหนังสือพิมพ์

heartfeltgrace 05:17
05:19

คือการบอกเล่าเรื่องเหลือเชื่อที่ไม่ค่อยเกิดขึ้น

meeyumyim 05:19
05:21

ซ้ำแล้วซ้ำอีก

meeyumyim 05:21
05:23

ผมบอกได้เลยครับ ถ้าเรื่องใดๆเป็นข่าวได้

meeyumyim 05:23
05:25

ก็หมายความว่า

meeyumyim 05:25
05:28

เหตุการณ์นั้นไม่ค่อยได้เกิดขึ้นหรอกครับ ถึงได้เป็นที่พูดถึง

heartfeltgrace 05:28
05:30

(เสียงหัวเราะ)

meeyumyim 05:30
05:33

เพราะถ้าเหตุการณ์ไหนธรรมดาไป ก็จะไม่ถูกจัดว่าเป็นข่าว

meeyumyim 05:33
05:35

รถชน ความรุนแรงในประเทศ

meeyumyim 05:35
05:38

เป็นสิ่งที่มักเป็นที่กังวล

heartfeltgrace 05:38
05:40

อีกทั้งพวกเราเป็นสายพันธุ์ที่อยู่กับการบอกเล่าเรื่องราว

meeyumyim 05:40
05:43

พวกเราตอบสนองกับเรื่องราวมากกว่าข้อมูล

meeyumyim 05:43
05:45

รวมถึงเรื่องของจำนวนตัวเลข

heartfeltgrace 05:45
05:48

ผมว่ามุขตลกนับเลขที่ว่า "หนึ่ง" "สอง" "สาม" "เยอะแยะ" นั่นน่าจะถูกต้อง

heartfeltgrace 05:48
05:51

พวกเราตอบสนองกับตัวเลขแค่ไม่กี่หลัก

meeyumyim 05:51
05:53

เช่นมะม่วงหนึ่งลูก มะม่วงสองลูก สามลูก

meeyumyim 05:53
05:55

มะม่วง 10,000 ลูก 100,000 ลูก

heartfeltgrace 05:55
05:58

ยังมีมะม่วงเหลือไว้ทานอีกเยอะหากมันเน่าไปแล้ว

meeyumyim 05:58
06:01

ไหนจะครึ่งหนึ่ง หนึ่งส่วนสี่ หนึ่งส่วนห้า พวกเราเก่งเรื่องนั้น

meeyumyim 06:01
06:03

แต่หากเป็นหนึ่งในล้าน หรือหนึ่งในพันล้าน

meeyumyim 06:03
06:06

จำนวนนั้นจะแทบไม่มีตัวตนเลย

meeyumyim 06:06
06:08

ฉะนั้นเรามีปัญหากับภัยอันตราย

meeyumyim 06:08
06:10

ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นเป็นประจำ

heartfeltgrace 06:10
06:12

อคติทางการคิดพวกนี้

meeyumyim 06:12
06:15

ทำหน้าที่กรองข้อมูลระหว่างเรากับความเป็นจริง

meeyumyim 06:15
06:17

ผลก็คือ

meeyumyim 06:17
06:19

ความรู้สึกกับความเป็นจริงก็แยกออก

meeyumyim 06:19
06:22

กลายเป็นคนละเรื่องกัน

heartfeltgrace 06:22
06:25

เราอาจจะรู้สึกถึงความปลอดภัยมากกว่าที่เป็นอยู่

meeyumyim 06:25
06:27

สัมผัสถึงความปลอดภัยที่ไม่ได้มีอยู่จริง

meeyumyim 06:27
06:29

หรืออีกอย่าง

heartfeltgrace 06:29
06:31

สัมผัสไม่ถึงอันตรายที่มีอยู่จริง

heartfeltgrace 06:31
06:34

ผมเขียนเรื่องราวของ "โรงละครความปลอดภัย" มานับไม่ถ้วน

meeyumyim 06:34
06:37

มันคือผลิดภัณฑ์ที่ช่วยให้ผู้คนรู้สึกปลอดภัย

meeyumyim 06:37
06:39

ในขณะที่สิ่งเหล่านั้นแทบไม่ได้ช่วยอะไรเลย

meeyumyim 06:39
06:41

ไม่มีคำใดๆที่จะสื่อถึงสิ่งที่ทำให้เราปลอดภัย

meeyumyim 06:41
06:43

โดยที่ไม่ได้้ทำให้เรารู้สึกว่าเป็นเช่นนั้น

heartfeltgrace 06:43
06:46

มันอาจจะเป็นสิ่งที่ซีไอเอ (CIA) ควรจะช่วยพวกเรา

meeyumyim 06:48
06:50

ทีนี้ เรากลับมาพูดถึงประเด็นเศรษฐศาสตร์

heartfeltgrace 06:50
06:54

ถ้าเศรษฐศาสตร์ ถ้าระบบตลาดเป็นตัวกลางผลักดันความปลอดภัย

heartfeltgrace 06:54
06:56

หากผู้คนยอมแลกอย่างหนึ่งไปเพื่อให้ได้อีกอย่างมา

meeyumyim 06:56
06:59

โดยใช้ความรู้สึกปลอดภัยเป็นฐาน

heartfeltgrace 06:59
07:01

พวกบริษัทหัวใสก็จะสร้าง

heartfeltgrace 07:01
07:03

แรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์

heartfeltgrace 07:03
07:06

ด้วยการทำให้ผู้คนรู้สึกถึงความปลอดภัย

meeyumyim 07:06
07:09

ส่วนแนวทางนั้นมีอยู่สองทาง

meeyumyim 07:09
07:11

อย่างแรก คุณทำให้ลูกค้าปลอดจากภัยอันตรายจริงๆ

heartfeltgrace 07:11
07:13

และหวังว่าพวกเขาจะรับรู้ได้เอง

meeyumyim 07:13
07:16

หรือสอง คุณเพียงให้ลูกค้าวางใจว่าปลอดภัย

heartfeltgrace 07:16
07:19

และหวังว่าพวกเขาจะจับไม่ได้

meeyumyim 07:20
07:23

ฉะนั้น ปัจจัยที่จะำให้พวกเขาจับได้

meeyumyim 07:23
07:25

ก็มีอยู่ไม่กี่อย่าง

heartfeltgrace 07:25
07:27

ความรู้ความเข้าใจในเรื่องความมั่นคงปลอดภัย

heartfeltgrace 07:27
07:29

ในเรื่องความเสี่ยง ในเรื่องภัยคุกคาม

heartfeltgrace 07:29
07:32

ในเรื่องวิธีการรับมือ ว่าเป็นอย่างไร

heartfeltgrace 07:32
07:34

หากเราเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว

meeyumyim 07:34
07:37

ความรู้สึกที่ปลอดจากภัยนั้นๆก็จะค่อยๆมาควบคู่กับความเป็นจริง

heartfeltgrace 07:37
07:40

ตัวอย่างเหตุการณ์จริงจำนวนมากพอจะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจให้ถูกต้อง

heartfeltgrace 07:40
07:43

ปัจจุบันเราต่างมีข้อมูลอัตราอาชญากรรมในท้องถิ่นที่เราอาศัย

heartfeltgrace 07:43
07:46

เพราะเราใช้ชีวิตแถวนั้น และเรารับรู้เรื่องต่างๆมากพอควร

meeyumyim 07:46
07:49

ฉะนั้นความรู้สึกกับความเป็นจริงก็ไปในแนวทางเดียวกัน

meeyumyim 07:49
07:52

โรงละครความปลอดภัยแสดงให้เห็น

meeyumyim 07:52
07:55

ถึงความชัดเจนของเหตุการณ์ที่ไม่เป็นไปตามที่ึควรจะเป็น

meeyumyim 07:55
07:59

เอาล่ะ แล้วอะไรล่ะ ที่ทำให้ผู้คนจับไม่ได้?

meeyumyim 07:59
08:01

ครับ ก็คือความไม่รู้

heartfeltgrace 08:01
08:04

หากคุณไม่เข้าใจเรื่องความเสี่ยงภัย คุณก็ย่อมประเมินต้นทุนความเสี่ยงไม่ได้

heartfeltgrace 08:04
08:06

เลยอาจทำให้คุณยอมเสียไปมากกว่าที่ได้มา

heartfeltgrace 08:06
08:09

และความรู้สึกกับความเป็นจริงไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

heartfeltgrace 08:09
08:11

ไม่ค่อยมีตัวอย่างเหตุการณ์

heartfeltgrace 08:11
08:13

มีปัญหาที่เป็นธรรมชาติของ

heartfeltgrace 08:13
08:15

เหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อย

heartfeltgrace 08:15
08:17

อย่างเช่น ถ้าหากว่า

meeyumyim 08:17
08:19

การก่อการร้ายแทบไม่เกิดขึ้นเลย

meeyumyim 08:19
08:21

ฉะนั้นการประเมิน

meeyumyim 08:21
08:24

วิธีรับมือที่ได้ผลก็เป็นไปได้ยาก

meeyumyim 08:25
08:28

เราจึงต้องเสียผู้บริสุทธิ์ไปนับต่อนับ

heartfeltgrace 08:28
08:31

และเป็นสาเหตุที่การโทษผีสางเทวดาใช้ได้ผล

heartfeltgrace 08:31
08:34

เพราะไม่ค่อยมีกรณีที่ใช้ไม่ได้ผลให้เห็นมากนัก

meeyumyim 08:35
08:38

บวกกับความรู้สึกที่บดบังความเป็นจริง

heartfeltgrace 08:38
08:40

อคติทางการคิดที่ผมพูดไปแล้วก่อนหน้านี้

meeyumyim 08:40
08:43

ความกลัว ตำนานความเชื่อต่างๆ

heartfeltgrace 08:43
08:46

เป็นแบบจำลองที่สะท้อนความเป็นจริงไม่ได้ดีนัก

meeyumyim 08:47
08:50

ทีนี้ผมขออธิบายเพิ่มเติม

meeyumyim 08:50
08:52

จากที่พูดไปมีเรื่องของความรู้สึกและความเป็นจริง

heartfeltgrace 08:52
08:55

ทีนี้ผมอยากจะเพิ่มส่วนที่สามเข้าไป เป็นส่วนของ "แบบจำลอง (model)"

heartfeltgrace 08:55
08:57

ความรู้สึกและแบบจำลองจะติดอยู่ในสมองเรา

meeyumyim 08:57
08:59

สภาพความเป็นจริงจะอยู่รอบๆตัวเรา

meeyumyim 08:59
09:02

ส่วนนี้ไม่เปลี่ยนแปลง เพราะมันเป็นของจริง

meeyumyim 09:02
09:04

ฉะนั้นความรู้สึกจะยึดเอาสัญชาติญาณเป็นหลัก

heartfeltgrace 09:04
09:06

แบบจำลองจะขึ้นอยู่กับเหตุผลเป็นหลัก

meeyumyim 09:06
09:09

ซึ่งค่อนข้างต่างกัน

heartfeltgrace 09:09
09:11

ในโลกสมัยบรรพกาลที่เรียบง่าย

heartfeltgrace 09:11
09:14

ไม่มีเหตุผลใดๆที่จะต้องสร้างแบบจำลอง

heartfeltgrace 09:14
09:17

เพราะความรู้สึกใกล้เคียงกับความเป็นจริงอยู่แล้ว

heartfeltgrace 09:17
09:19

จึงไม่ต้องใช้แบบจำลองใดๆ

meeyumyim 09:19
09:21

แต่สำหรับโลกสมัยใหม่ที่ซับซ้อนอย่างที่เราอยู่กันนี้

heartfeltgrace 09:21
09:23

แบบจำลองเป็นสิ่งจำเป็น

heartfeltgrace 09:23
09:26

ในการเข้าใจความเสี่ยงภัยที่จะพบเจอ

heartfeltgrace 09:27
09:29

ลองนึกดูก่อนหน้านี้เราไม่เคยหยั่งรู้ึถึงภัยจากเชื้อโรค

heartfeltgrace 09:29
09:32

เราจะเข้าใจก็ต่อเมื่อมีแบบจำลอง

heartfeltgrace 09:32
09:34

ฉะนั้น แบบจำลองที่ว่า

meeyumyim 09:34
09:37

ถือเป็นสื่อนำเสนอความเป็นจริงที่ชาญฉลาด

heartfeltgrace 09:37
09:40

ทั้งนี้ จะต้องจำกัดอยู่ในกรอบของวิทยาศาสตร์

meeyumyim 09:40
09:42

และเทคโนโลยี

heartfeltgrace 09:42
09:45

พวกเราคงไม่รู้จักทฤษฏีการติดเชื้อทำให้เกิดโรค

meeyumyim 09:45
09:48

จนถึงวันที่กล้องจุลทรรศน์ถูกประดิษฐ์ขึ้น

heartfeltgrace 09:49
09:52

มันถูกจำกัดโดยอคติทางการคิด

meeyumyim 09:52
09:54

แต่มันมีความสามารถ

meeyumyim 09:54
09:56

เข้าครอบงำความรู้สึก

heartfeltgrace 09:56
09:59

แล้วเราได้แบบจำลองเหล่านี้มาได้ยังไงน่ะหรือครับ? เราได้จากคนอื่น

meeyumyim 09:59
10:02

จากศาสนา วัฒนธรรม

meeyumyim 10:02
10:04

คุณครู ผู้อาวุโส

heartfeltgrace 10:04
10:06

เมื่อสองสามปีก่อน

heartfeltgrace 10:06
10:08

ผมไปท่องซาฟารีดูสัตว์ที่อัฟริกาใต้

heartfeltgrace 10:08
10:11

คนแกะรอยที่ไปกับผมเกิดที่อุทยานแห่งชาติครูเกอร์ (Kruger)

heartfeltgrace 10:11
10:14

เขามีแบบจำลองการเอาตัวรอดที่ซับซ้อนมาก

meeyumyim 10:14
10:16

ขึ้นอยู่กับว่าคุณโดนสัตว์ชนิดไหนจู่โจม

meeyumyim 10:16
10:18

เป็นสิงโต เสือดาว แรด หรือช้าง

meeyumyim 10:18
10:21

และเมื่อไหร่ที่คุณรู้ตัวว่าต้องวิ่งหนี ต้องปีนต้นไม้

meeyumyim 10:21
10:23

หรือเมื่อไหร่ที่ไม่ควรปีน

meeyumyim 10:23
10:26

ถ้าเป็นผมคงไม่รอดชีวิตกลับมา

meeyumyim 10:26
10:28

แต่เขาเกิดที่นั่น

meeyumyim 10:28
10:30

เขารู้ว่าจะอยู่รอดได้ด้วยวิธีไหน

meeyumyim 10:30
10:32

ส่วนผมเกิดในนครนิวยอร์ก

heartfeltgrace 10:32
10:35

ถ้าผมพาเขาไปนิวยอร์กบ้าง เชื่อว่าเขาคงจะตายตั้งแต่วันแรก

heartfeltgrace 10:35
10:37

(เสียงหัวเราะ)

heartfeltgrace 10:37
10:39

นั่นเป็นเพราะเราโตมาด้วยแบบจำลองที่ต่างกัน

meeyumyim 10:39
10:42

พื้นฐานประสบการณ์ที่ต่างกัน

heartfeltgrace 10:43
10:45

เราได้รับแบบจำลองมาจากสื่อต่างๆ

meeyumyim 10:45
10:48

จากรัฐบาลที่เราเลือกมา

heartfeltgrace 10:48
10:51

กลับไปที่แบบจำลองการก่อการร้าย

meeyumyim 10:51
10:54

การลักพาตัวเด็ก

heartfeltgrace 10:54
10:56

ความปลอดภัยจากการใช้เครื่องบิน ใช้รถ

heartfeltgrace 10:56
10:59

แบบจำลองอาจมาจากวงการอุตสาหกรรม

heartfeltgrace 10:59
11:01

สองอย่างที่ผมติดตามคือ วิธีการทำงานของกล้องวงจรปิด

heartfeltgrace 11:01
11:03

และบัตรประจำตัว

heartfeltgrace 11:03
11:06

แบบจำลองความปลอดภัยจากการใช้คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ข้องเกี่ยวกับสองสิ่งนี้

heartfeltgrace 11:06
11:09

แบบจำลองส่วนมากมาจากวิทยาศาสตร์

heartfeltgrace 11:09
11:11

ตัวอย่างที่เห็นชัดเจน คือ แบบจำลองด้านสุขภาพ

meeyumyim 11:11
11:14

เช่นมะเร็ง ไข้หวัดนก ไข้หวัดหมู ซาร์ส

meeyumyim 11:14
11:17

ความรู้สึกถึงความปลอดภัย

heartfeltgrace 11:17
11:19

ของโรคพวกนี้

heartfeltgrace 11:19
11:21

ล้วนมาจากแบบจำลองทั้งนั้น

heartfeltgrace 11:21
11:24

ผลงานทางวิทยาศาสตร์ส่งสาห์นมาถึงพวกเราผ่านสื่อ

heartfeltgrace 11:25
11:28

ทั้งนี้แบบจำลองสามารถเปลี่ยนแปลงได้

meeyumyim 11:28
11:30

ไม่จำเป็นต้องตายตัว

meeyumyim 11:30
11:33

เมื่อเราเริ่มคุ้นชินกับสภาพแวดล้อม

heartfeltgrace 11:33
11:37

แบบจำลองก็จะยิ่งใกล้เคียงกับสิ่งที่เรารู้สึก

meeyumyim 11:38
11:40

อย่างเช่น

meeyumyim 11:40
11:42

ลองย้อนกลับมาไป 100 ปีที่แล้ว

meeyumyim 11:42
11:45

ช่วงที่เริ่มมีไฟฟ้าใช้แรกๆ

meeyumyim 11:45
11:47

ไม่ค่อยมีใครกล้าเข้าใกล้มันหรอก

meeyumyim 11:47
11:49

ต่างคนต่างกลัวการกดปุ่มกริ่งหน้าบ้าน

meeyumyim 11:49
11:52

กลัวว่าไฟฟ้าที่ฝังอยู่ในนั้นจะทำร้ายตัวเอง

meeyumyim 11:52
11:55

แต่สำหรับคนยุคนี้ เครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นอะไรที่ใครๆก็ใช้คล่อง

meeyumyim 11:55
11:57

เราเปลี่ยนหลอดไฟเอง

meeyumyim 11:57
11:59

โดยไม่เกรงกลัวใดๆ

heartfeltgrace 11:59
12:03

แบบจำลองความปลอดภัยจากการใช้ไฟฟ้า

meeyumyim 12:03
12:06

เป็นสิ่งที่เกิดมาพร้อมๆเรา

meeyumyim 12:06
12:09

ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆตลอดช่วงชีวิตเรา

meeyumyim 12:09
12:12

และพวกเราก็คุ้นเคยกับมัน

heartfeltgrace 12:12
12:14

ส่วนเรื่องความเสี่ยง

heartfeltgrace 12:14
12:16

บนอินเทอร์เน็ตของชนแต่ละรุ่นก็เช่นกัน

heartfeltgrace 12:16
12:18

ลองเปรียบเทียบมุมมองด้านความปลอดภัยในอินเทอร์เน็ตของรุ่นพ่อแม่

heartfeltgrace 12:18
12:20

เทียบกับของรุ่นคุณ

heartfeltgrace 12:20
12:23

เทียบกับที่รุ่นลูกจะมอง

heartfeltgrace 12:23
12:26

แบบจำลองของคนแต่ละรุ่นเข้าครอบงำโดยไม่รู้ตัว

heartfeltgrace 12:27
12:30

กลายเป็นสัญชาตญาณ เป็นความคุ้นชิน

heartfeltgrace 12:30
12:32

จึงทำให้แบบจำลองเข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น

meeyumyim 12:32
12:34

แล้วท้ายสุดมาบรรจบกับความรู้สึก

meeyumyim 12:34
12:37

โดยที่พวกคุณไม่รู้ตัวกัน

meeyumyim 12:37
12:39

ฉะนั้นผมขอลองยกตัวอย่าง

meeyumyim 12:39
12:42

กรณีไข้หวัดหมูเมื่อปีที่แล้ว

meeyumyim 12:42
12:44

ณ ตอนที่โรคนี้ปรากฏครั้งแรก

heartfeltgrace 12:44
12:48

ข่าวแรกๆที่ออกจากสื่อทำให้ผู้คนเกิดปฏิกิริยาเกินจริง

heartfeltgrace 12:48
12:50

พอมีชื่อเรียกโรคนี้เฉพาะ

meeyumyim 12:50
12:52

เลยเป็นเหตุให้มันน่ากลัวกว่าไข้หวัดทั่วๆไป

heartfeltgrace 12:52
12:54

แม้ว่ามันจะอันตรายกว่าจริงๆก็ตาม

meeyumyim 12:54
12:58

และทุกคนคิดว่าทำไมหมอถึงไม่มีวิธีต่อกรกับมัน

meeyumyim 12:58
13:00

เลยยิ่งทำให้รู้สึกว่าเป็นมันสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

meeyumyim 13:00
13:02

และสองสิ่งนั้น

heartfeltgrace 13:02
13:04

ทำให้มันดูอันตรายมากกว่าที่เป็นจริง

heartfeltgrace 13:04
13:07

พอความแปลกใหม่เริ่มซาลง ผ่านไปเดือนหนึ่ง

meeyumyim 13:07
13:09

ผู้คนเริ่มยอมรับ

meeyumyim 13:09
13:11

และคุ้นเคยกับโรคนี้

meeyumyim 13:11
13:14

เมื่อไม่มีการประโคมข่่าว ความกลัวก็ค่อยๆลดลง

meeyumyim 13:14
13:16

พอถึงฤดูใบไม้ร่วง

meeyumyim 13:16
13:18

ผู้คนก็คิดว่า

meeyumyim 13:18
13:20

หมอน่าจะมีวิธีรับมือกับโรคนี้แล้ว

meeyumyim 13:20
13:22

ณ ตอนนั้นเราอยู่บนทางแยก

meeyumyim 13:22
13:24

เราต้องเลือก

meeyumyim 13:24
13:28

ระหว่างกลัวต่อไปหรือยอมรับมัน

meeyumyim 13:28
13:30

จริงๆแล้วคือกลัวต่อไปหรือเพิกเฉย

meeyumyim 13:30
13:33

แต่สุดท้ายพวกเขาเลือกที่จะสงสัย

meeyumyim 13:33
13:36

และเมื่อวัคซีนปรากฏเมื่อฤดูหนาวปีที่แล้ว

meeyumyim 13:36
13:39

คนจำนวนไม่น้อย จำนวนที่คาดไม่ถึงเลยล่ะ

meeyumyim 13:39
13:42

ปฏิเสธที่จะใช้มัน

meeyumyim 13:43
13:45

เป็นตัวอย่างที่ดี

heartfeltgrace 13:45
13:48

ที่ความรู้สึกปลอดภัยของผู้คนเปลี่ยนไปได้อย่างไร แบบจำลองเปลี่ยนไปได้อย่างไร

heartfeltgrace 13:48
13:50

ราวหน้ามือเป็นหลังมือ

heartfeltgrace 13:50
13:52

ทั้งๆที่ไม่มีข้อมูลอะไรใหม่ๆเลย

heartfeltgrace 13:52
13:54

และไม่มีอะไรใหม่ๆเพิ่มเข้ามาด้วย

heartfeltgrace 13:54
13:57

เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก

heartfeltgrace 13:57
14:00

ผมอยากจะบวกปัจจัยเพิ่มอีกอย่าง

heartfeltgrace 14:00
14:03

พวกเรามีความรู้สึก แบบจำลอง และสภาพความเป็นจริง

meeyumyim 14:03
14:05

ผมคิดว่าความปลอดภัยเป็นสิ่งที่

meeyumyim 14:05
14:08

ขึ้นอยู่กับผู้ที่สังเกตการณ์

heartfeltgrace 14:08
14:10

การตัดสินใจว่าด้วยความปลอดภัยส่วนใหญ่

heartfeltgrace 14:10
14:14

มาจากกลุ่มคนที่มีความหลากหลาย

heartfeltgrace 14:14
14:16

ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

heartfeltgrace 14:16
14:19

ที่คิดไว้แล้วว่าจะยอมได้ยอมเสียอะไรบ้าง

heartfeltgrace 14:19
14:21

จะพยายามโน้มน้าวผลักดันการตัดสิน

heartfeltgrace 14:21
14:23

และผมขอเรียกว่า "ระเบียบวาระ" ของพวกเขาก็แล้วกัน

heartfeltgrace 14:23
14:25

และคุณจะเห็นว่าระเบียบวาระ

meeyumyim 14:25
14:28

จะมาในรูปแบบการตลาดบ้างล่ะ การเมืองบ้างล่ะ

heartfeltgrace 14:28
14:31

พยายามโน้มน้าวคุณให้เลือกแบบจำลองหนึ่งแทนอีกแบบหนึ่ง

heartfeltgrace 14:31
14:33

พยายามโน้มน้าวให้คุณเลิกใส่ใจกับแบบจำลอง

heartfeltgrace 14:33
14:36

และให้คุณเชื่อความรู้สึกของคุณแทน

heartfeltgrace 14:36
14:39

ทำให้ผู้คนหันมาเห็นด้วยกับแบบจำลองที่คุณไม่ชอบ

meeyumyim 14:39
14:42

ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกนะครับ

heartfeltgrace 14:42
14:45

ตัวอย่าง เป็นตัวอย่างที่ดีมากครับ คือความเสี่ยงภัยจากการสูบบุหรี่

heartfeltgrace 14:46
14:49

50 ปีที่ผ่านมา ความเสี่ยงภัยจากการสูบบุหรี่

heartfeltgrace 14:49
14:51

แสดงให้เห็นว่าแบบจำลองได้เปลี่ยนไปอย่างไร

meeyumyim 14:51
14:54

และแสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมมีวิธีต่อสู้กับ

heartfeltgrace 14:54
14:56

แบบจำลองที่ไม่เอื้อประโยชน์พวกเขาอย่างไร

heartfeltgrace 14:56
14:59

เปรียบเทียบกับการโต้ประเด็นผู้สูบบุหรี่มือสอง

heartfeltgrace 14:59
15:02

ซึ่งน่าจะตามหลังมาจากนั้นอีก 20 ปี

meeyumyim 15:02
15:04

เรื่องเข็มขัดนิรภัยก็เช่นกัน

heartfeltgrace 15:04
15:06

ตอนผมเด็กๆ ไม่มีใครคาดเข็มขัดนิรภัยหรอกครับ

heartfeltgrace 15:06
15:08

แต่ทุกวันนี้ ไม่มีเด็กคนไหนที่ยอมให้คุณออกรถ

heartfeltgrace 15:08
15:10

ถ้าคุณไม่คาดเข็มขัดนิรภัยก่อน

heartfeltgrace 15:11
15:13

ลองเปรียบเทียบกับการโต้ประเด็นถุงลมนิรภัย

heartfeltgrace 15:13
15:16

ซึ่งน่าจะตามหลังมาจากนั้นอีก 30 ปี

heartfeltgrace 15:16
15:19

ตัวอย่างแบบจำลองทั้งหมดได้เปลี่ยนแปลงไป

heartfeltgrace 15:21
15:24

ทีนี้เราสรุปได้ว่า การเปลี่ยนแปลงแบบจำลองเป็นเรื่องยากทีเดียว

heartfeltgrace 15:24
15:26

เพราะแบบจำลองจะตรึงอยู่ในความคิด

meeyumyim 15:26
15:28

ถ้ามันเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับความรู้สึก

heartfeltgrace 15:28
15:31

คุณจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าคุณถูกแบบจำลองครอบงำอยู่

heartfeltgrace 15:31
15:33

และอคติทางการคิดอีกรูปแบบหนึ่ง

heartfeltgrace 15:33
15:35

คือสิ่งที่ผมเรียกว่า อคติแบบยืนยันความเชื่อ (confirmation bias)

meeyumyim 15:35
15:38

พวกเรามักจะเลือกรับข้อมูล

meeyumyim 15:38
15:40

ที่ตรงกับความเชื่อของเราเอง

meeyumyim 15:40
15:43

และปฏิเสธรับข้อมูลที่ขัดกับความเชื่อ

heartfeltgrace 15:44
15:46

ดังนั้นแม้ว่าหลักฐานที่มีจะขัดแย้งกับแบบจำลองของเรา

heartfeltgrace 15:46
15:49

พวกเราก็มักจะเพิกเฉย แม้ว่าหลักฐานนั้นจะแจ่มแจ้ง

heartfeltgrace 15:49
15:52

ฉะนั้นหลักฐานจะต้องแจ่มแจ้งน่าเชื่อถือมากถึงมากที่สุด พวกเราถึงจะยอมสนใจ

heartfeltgrace 15:53
15:55

แบบจำลองใหม่ๆที่กินเวลานานก็จะยิ่งยาก

meeyumyim 15:55
15:57

โลกร้อนเป็นตัวอย่างที่ดีทีเดียว

heartfeltgrace 15:57
15:59

เราไม่ตอบรับกันเลย

heartfeltgrace 15:59
16:01

กับแบบจำลองที่ครอบคลุมช่วงเวลา 80 ปี

heartfeltgrace 16:01
16:03

เราไม่มีปัญหาเลยกับระยะเวลานานเท่ากับการรอเก็บเกี่ยวงวดหน้า

heartfeltgrace 16:03
16:06

เราไม่ค่อยมีปัญหากับระยะเวลานานเท่ากับที่รอลูกๆเราโต

heartfeltgrace 16:06
16:09

แต่ทว่า 80 ปีนั้นยาวนานเกินไปสำหรับเรา

heartfeltgrace 16:09
16:12

เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นแบบจำลองที่ยอมรับได้ยากมาก

heartfeltgrace 16:12
16:16

เราก็ยังสามารถยอมรับแบบจำลองสองแบบในเวลาเดียวกันได้ด้วย

heartfeltgrace 16:16
16:19

เป็นปัญหาประเภทเดียวกับ

heartfeltgrace 16:19
16:22

ที่เราเห็นด้วยกับสองมุมมองที่ขัดแย้ง

heartfeltgrace 16:22
16:24

หรือ ความไม่ลงรอยกันของการรู้ (cognitive dissonance)

meeyumyim 16:24
16:26

และท้ายที่สุด

heartfeltgrace 16:26
16:29

แบบจำลองใหม่ก็จะแทนที่แบบจำลองที่มีอยู่เดิม

heartfeltgrace 16:29
16:32

และความรู้สึกที่แรงกล้าก็ทำให้เกิดเป็นแบบจำลองได้

heartfeltgrace 16:32
16:35

เหตุการณ์ 11 กันยาก็ทำให้เกิดแบบจำลองเรื่องความปลอดภัย

heartfeltgrace 16:35
16:37

ในหัวของคนมากมาย

meeyumyim 16:37
16:40

อาชญากรรมที่เจอกับตัวเองก็เช่นกัน

meeyumyim 16:40
16:42

ความกลัวเรื่องสุขภาพ

meeyumyim 16:42
16:44

หรือเรื่องโรคต่างๆที่ตกเป็นข่าว

heartfeltgrace 16:44
16:46

จิตแพทย์เรียกเหตุการณ์แบบนั้นว่า

heartfeltgrace 16:46
16:48

อุบัติการณ์ภาพความทรงจำเสมือน (flashbulb event)

heartfeltgrace 16:48
16:51

มันสามารถสร้างภาพจำลองขึ้นมาได้ทันที

heartfeltgrace 16:51
16:54

เพราะมันเป็นเหตุการณ์ที่เร่งเร้าสะเทือนอารมณ์อย่างยิ่ง

meeyumyim 16:54
16:56

ฉะนั้นในโลกแห่งเทคโนโลยีแบบนี้

meeyumyim 16:56
16:58

พวกเราไม่มีประสบการณ์

heartfeltgrace 16:58
17:00

ไปประเมินแบบจำลองใดๆได้

heartfeltgrace 17:00
17:02

เราพึ่งพาผู้อื่น พึ่งพาตัวแทน

meeyumyim 17:02
17:06

เพียงแค่ตัวแทนระบุสิ่งที่ถูกหรือไม่ถูกต้องได้ก็ใช้ได้แล้ว

heartfeltgrace 17:06
17:08

พวกเราพึ่งพาหน่วยงานของรัฐ

meeyumyim 17:08
17:13

เพื่อรับรองว่ายาประเภทไหนปลอดภัย

heartfeltgrace 17:13
17:15

ที่ผมบินมาที่นี่เมื่อวานนี้

meeyumyim 17:15
17:17

ผมไม่ได้เป็นคนตรวจเครื่องบินเอง

heartfeltgrace 17:17
17:19

ผมพึ่งคนอื่นๆ

heartfeltgrace 17:19
17:22

ในการตรวจสอบเครื่องบินว่าปลอดภัย

meeyumyim 17:22
17:25

หรือที่พวกเราไม่ได้ระแวงว่าหลังคาจะถล่มใส่หัวเราเมื่อไหร่

heartfeltgrace 17:25
17:28

ไม่ได้เป็นเพราะพวกเราตรวจสอบเอง

meeyumyim 17:28
17:30

แต่พวกเราค่อนข้างมั่นใจ

heartfeltgrace 17:30
17:33

ว่าโครงสร้างอาคารได้มาตรฐาน

heartfeltgrace 17:33
17:35

มันเป็นแบบจำลองที่เรายอมรับ

meeyumyim 17:35
17:37

และเชื่อว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ

meeyumyim 17:37
17:40

และค่อนข้างดีทีเดียว

meeyumyim 17:42
17:44

ตอนนี้ สิ่งที่พวกเราต้องการคือ

heartfeltgrace 17:44
17:46

ให้ผู้คนทำความคุ้นเคยกับแบบจำลองที่ดีกว่า

meeyumyim 17:46
17:48

ให้มากกว่านี้

heartfeltgrace 17:48
17:50

ทำให้มันสะท้อนอยู่ในความรู้สึกพวกเขา

heartfeltgrace 17:50
17:54

ให้พวกเขาใช้เพื่อตัดสินใจยอมเสียบางอย่างเพื่อแลกกับความปลอดภัย

heartfeltgrace 17:54
17:56

และเมื่ออะไรไม่เป็นไปอย่างที่ควรเป็น

meeyumyim 17:56
17:58

จะมี 2 ทางให้คุณเลือก

meeyumyim 17:58
18:00

ตัวเลือกแรก คือ แก้ที่ความรู้สึกผู้คน

meeyumyim 18:00
18:02

แก้ที่ความรู้สึกโดยตรง

heartfeltgrace 18:02
18:05

มันเป็นการปรับเปลี่ยนยักย้าย แต่ก็อาจจะเห็นผลสักวันหนึ่ง

meeyumyim 18:05
18:07

ตัวเลือกที่สอง เอาตรงๆนะ

heartfeltgrace 18:07
18:10

ก็คือแก้ที่ตัวแบบจำลอง

meeyumyim 18:11
18:13

การเปลี่ยนแปลงค่อยๆเกิดขึ้น

meeyumyim 18:13
18:16

ประเด็นสูบบุหรี่ใช้เวลา 40 ปี

meeyumyim 18:16
18:19

และนั่นไม่ได้ยากเท่าไหร่

meeyumyim 18:19
18:21

ในขณะที่บางสิ่งในที่นี้แก้ยาก

meeyumyim 18:21
18:23

แก้ลำบากมาก

meeyumyim 18:23
18:25

ข้อมูลดูเหมือนจะเป็นความหวังที่ดีที่สุดของเรา

meeyumyim 18:25
18:27

และผมโกหก

heartfeltgrace 18:27
18:29

ที่ผมพูดไว้ว่า "ความรู้สึก" "แบบจำลอง" และ"สภาพความเป็นจริง"

meeyumyim 18:29
18:32

ที่ว่าสภาพความเป็นจริงจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่จริงๆมันเปลี่ยนได้

meeyumyim 18:32
18:34

พวกเราอยู่ในโลกของเทคโนโลยี

heartfeltgrace 18:34
18:37

ความเป็นจริงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

meeyumyim 18:37
18:40

ฉะนั้น อาจจะมีครั้งแรกในสายพันธุ์มนุษย์ของเรา

heartfeltgrace 18:40
18:43

ที่ความรู้สึกไล่ตามแบบจำลอง แบบจำลองไล่ตามสภาพความเป็นจริง และความเป็นจริงก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ

heartfeltgrace 18:43
18:46

แม้อาจจะตามกันไม่ทัน

meeyumyim 18:47
18:49

แต่ใครจะรู้ล่ะ?

meeyumyim 18:49
18:51

แต่ในระยะยาว

meeyumyim 18:51
18:54

ความรู้สึกและสภาพความเป็นจริงเป็นสิ่งสำคัญ

heartfeltgrace 18:54
18:57

และผมอยากจบการอภิปรายครั้งนี้ด้วยสองเรื่องสั้นๆเพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น

heartfeltgrace 18:57
18:59

ปี 1982 (พ.ศ.2525) ผมไม่แน่ใจว่าใครจำเรื่องนี้ได้หรือเปล่า

heartfeltgrace 18:59
19:02

มีเหตุโรคระบาดที่เกิดขึ้นในช่วงสั้น

heartfeltgrace 19:02
19:04

ของไทลินอลเป็นพิษในสหรัฐฯ

meeyumyim 19:04
19:07

เป็นเหตุการณ์ที่น่ากลัวทีเดียว ซึ่งเกิดจากใครสักคน

heartfeltgrace 19:07
19:10

ใส่ยาพิษลงในขวดยาแล้วปิดฝาวางไว้ที่เดิม

meeyumyim 19:10
19:12

ไม่นานก็มีคนซื้อไป

meeyumyim 19:12
19:14

คนๆนี้ทำให้

meeyumyim 19:14
19:16

เกิดพฤติกรรมเลียนแบบในสังคมตามมาอีกหลายๆครั้ง

meeyumyim 19:16
19:19

ทั้งที่อาจไม่มีภัยนั้นจริง แต่ผู้คนก็ยังกลัวกันอยู่ดี

meeyumyim 19:19
19:21

และนี่เป็นแหล่งกำเนิด

meeyumyim 19:21
19:23

นวัตกรรมผนึกขวดในอุตสาหกรรมยา

meeyumyim 19:23
19:25

ฝาผนึกขวดที่เห็นทุกวันนี้มาจากเหตุการณ์นั้นเอง

meeyumyim 19:25
19:27

นับว่าเข้ากับโรงละครความปลอดภัยเต็มรูปแบบ

meeyumyim 19:27
19:29

ผบขอให้ทุกท่านลองไปคิดดูเป็นการบ้านนะครับ ว่าถ้าเป็นคุณจะแก้ไขอย่างไร ซัก 10 วิธีนะครับ

meeyumyim 19:29
19:32

สำหรับผม ใช้หลอดฉีดยาก็ไม่เลวนะ

meeyumyim 19:32
19:35

น่าจะทำให้ผู้คนรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น

meeyumyim 19:35
19:37

มันทำให้พวกเขาวางใจว่าปลอดภัย

meeyumyim 19:37
19:39

ใช้ได้ในสภาพความเป็นจริง

meeyumyim 19:39
19:42

และเรื่องสุดท้าย เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาเพื่อนผมเพิ่งคลอดลูก

meeyumyim 19:42
19:44

ผมมีโอกาสได้ไปเยี่ยมเธอที่โรงพยาบาล

heartfeltgrace 19:44
19:46

ผมสังเกตเห็นว่า ทุกวันนี้เด็กที่คลอด

heartfeltgrace 19:46
19:48

ต้องใส่กำไลข้อมือประจำตัวแบบเทคโนโลยีคลื่นความถี่ (RFID)

heartfeltgrace 19:48
19:50

พร้อมทั้งใส่อีกอันหนึ่งให้คุณแม่

meeyumyim 19:50
19:52

ทั้งนี้ ถ้ามีใครสักคนที่ไม่ใช่คุณแม่ของเด็กอุ้มตัวเด็กออกจากเขตที่ตั้งไว้

meeyumyim 19:52
19:54

เสียงเตือนจะดังขึ้นทันที

heartfeltgrace 19:54
19:56

ผมขอบอกว่า "มันดูเหมือนจะใช้ได้นะ

heartfeltgrace 19:56
19:58

แต่ผมสงสัยว่า พวกลักพาตัวเด็ก

heartfeltgrace 19:58
20:00

หนีออกจากโรงพยาบาลได้อย่างไร?"

meeyumyim 20:00
20:02

ผมลองมาสืบค้นข้อมูล

meeyumyim 20:02
20:04

ได้ความว่า เหตุการณ์แบบนี้แทบไม่เกิดขึ้นเลย

meeyumyim 20:04
20:06

แต่คุณลองคิดดู

heartfeltgrace 20:06
20:08

ถ้าคุณเป็นเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล

meeyumyim 20:08
20:10

แล้วเกิดต้องพาตัวเด็กไปจากแม่

meeyumyim 20:10
20:12

เพื่อไปตรวจอะไรซักอย่าง

meeyumyim 20:12
20:14

คุณควรจะมี "โรงละครปลอดภัย" ที่ดี

meeyumyim 20:14
20:16

มิฉะนั้นแม่ของเด็กคนนั้นคงเอาคุณตายแน่ๆ

heartfeltgrace 20:16
20:18

(เสียงหัวเราะ)

meeyumyim 20:18
20:20

ฉะนั้นมันสำคัญกับพวกเรา

meeyumyim 20:20
20:22

กับกลุ่มคนที่ออกแบบวิธีรักษาความปลอดภัยทั้งหลาย

heartfeltgrace 20:22
20:25

กลุ่มคนที่วางนโยบายความปลอดภัย

heartfeltgrace 20:25
20:27

หรือกระทั่งกลุ่มคนที่วางนโยบายสาธารณะ

heartfeltgrace 20:27
20:29

ที่จะมีผลกระทบกับความปลอดภัย

heartfeltgrace 20:29
20:32

ไม่ใช่เพียงสภาพความเป็นจริง แต่เป็นความรู้สึกและความเป็นจริงผนวกเข้าด้วยกัน

meeyumyim 20:32
20:34

สิ่งที่สำคัญคือ

meeyumyim 20:34
20:36

สองอย่างนี้คล้ายๆกัน

meeyumyim 20:36
20:38

และเมื่อความรู้สึกและความเป็นจริงไปในแนวทางเดียวแล้ว

heartfeltgrace 20:38
20:40

ก็จะทำให้เราเลือกที่จะเสียบางอย่างไปเพื่อแลกกับความปลอดภัยได้ดีขึ้น

meeyumyim 20:40
20:42

ขอบคุณมากครับ

heartfeltgrace 20:42
20:44

(เสียงปรบมือ)