Watch videos with subtitles in your language, upload your videos, create your own subtitles! Click here to learn more on "how to Dotsub"

Rochelle King_ The complex relationship between data and design in UX

0 (0 Likes / 0 Dislikes)
Data กำลังกลายมาเป็นส่วนสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ในสินค้าที่คนเราใช้ในทุก ๆ วัน นักออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างเราต้องรีบคว้า data เหล่านั้นมากอดไว้อย่างรวดเร็วและเราต้องเริ่มหาความหมายของความสัมพันธ์ในเชิงรุกของเรากับมัน ตอนนี้ฉันอยากจะให้คุณลองจินตนาการในฐานะที่คุณเป็นนักออกแบบ ว่า อะไรคือความแตกต่างระหว่าง การดีไซน์ประสบการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริง และ การดีไซน์ประสบการณ์ในโลกดิจิตอล ลองจินตนาการว่ามีใครบางคนที่อยากจะฟังเพลง ในโลกของความเป็นจริงเค้าคงไปและดูคอนเสิร์ต เค้าจะมาที่สถานที่จัดงานและหาที่นั่ง นั่งและฟังเพลง และเพราะเราเป็นคนดีไซน์ประสบการณ์นั้น การตัดสินใจของเราก็ได้มีบทบาทกับประสบการณ์นั้นๆของเค้า แต่บางทีเค้าอาจจะพบว่าหาที่จอดรถยาก บันไดที่เค้าจะต้องขึ้นไปยังที่นั่งชันเกินไป และเค้าต้องต่อสู้กับผู้คนเพื่อที่จะได้ไปให้ตรงเวลา หรือวงดนตรีอาจจจะเริ่มแสดงช้า มันมีหลายขั้นตอน และหลายตัวแปรใน process ที่ควบคุมไม่ได้ สำหรับคนที่มีหน้าที่หลักในการส่งมอบเพลงไปให้พวกเค้า ก็พวกเรานั่นแหละใช่มั้ย ตอนนี้ในโลกดิจิตอล interaction flow ต่าง ๆ แม้แต่ตัวเพลงเองถูกยุบ ย่อให้อยู่ในหน้าจอ หน้าจอเดียว และมันเป็นสิ่งที่คุณสามารถถือมันในมือได้ด้วย แล้วมันหมายความว่ายังไงสำหรับคุณในฐานะนักออกแบบผลิตภัณฑ์ ก็เพราะว่า คุณเป็นคนควบคุม และรับผิดชอบประสบการณ์นั้นยังไงหล่ะ และเพราะว่ามันเป็นดิจิตอล มันก็ยังหมายความว่าเราสามารถเก็บ data ออกมาจากสิ่งเหล่านี้ได้ แล้วเราทำอะไรกับ data เหล่านี้ Data จริงๆแล้วช่วยบอกเราเกี่ยวกับ คนใช้งานสินค้าเราอย่างไร แต่จริงๆแล้ว data ยังมีส่วนร่วมในการช่วยปรับแต่งสัญชาตญาณของลูกค้าเราตลอดเวลา แต่จริงๆแล้วมันก็อันตรายนะ เพราะว่าในขณะที่เราจมดิ่งไปใน data เราอาจจะหลงไปกับพวกตัวเลข และมีบางอย่างที่เราควรจำว่า data เหล่านั้น คือตัวแทน และ เป็นมาตรวัดว่า ผู้คนจริงๆกำลังทำอะไรกับสินค้าของเราในโลกแห่งความเป็นจริง เราต้องมาคิดว่าเราจะใช้ data ยังไงให้มันเป็นเครื่องมือในการนำพฤติกรรมนั้นออกมาสู่ความเป็นจริง แล้วเราจะทำมันยังไง เราสามารถถามคำถามง่ายๆ กับตัวเองได้ 2 คำถามว่าอะไรคือสิ่งที่ user อยากจะทำให้สำเร็จจากการใช้งานสินค้าของเรา และเราจะทำยังไงที่จะส่งประสบการณ์ไปยังพวกเค้าได้ ดังนั้นถ้าเรากลับไปที่สถานการณ์ที่ฉันได้ยกตัวอย่างให้ฟังเมื่อตอนต้น คำถามที่เราน่าจะใช้ถามตัวเองก็คือ เค้าจะใช้เวลานานเท่าไหร่ในการฟังเพลง และในคอนเสิร์ตฮอลล์ทุกอย่างเริ่มตรงเวลามั้ย เค้าจะกลับมาที่สถานที่จัดงานและฟังเพลงของเราบ่อยแค่ไหน และในโลกดิจิตอลเราสามารถถามคำถามเดียวกันนี้ได้ เค้าจะใช้เวลานานเท่าไหร่ในการฟังเพลง แล้วมีอะไรใน interface ของเราที่ทำให้เค้าหงุดหงิดมั้ย แล้วเค้าเปิด app เราบ่อยแค่ไหน ใน 1 วัน 1 อาทิตย์ 1 เดือน ดังนั้นดีไซน์เนอร์ต้องคิดถึงการถามคำถามเหล่านี้ และต้องถามคำถามที่ถูกด้วยแล้วนำ data เหล่านั้นออกมาเพื่อวัดผล และจะต้องมีความเข้าใจในความแตกต่างของ data Data นั้นช่วยให้เรามีอำนาจ และช่วยให้เราตัดสินใจได้ถูกต้องแม่นยำขึ้นตลอดทาง แต่เราก็ต้องอย่าลืมว่าData และ design คือเครื่องมือที่เราใช้เพื่อที่จะออกแบบประสบการณ์สำหรับผู้คน ฉันจะให้คุณดูตัวอย่างซักนิดนึงตรงนี้ และฉันจะใช้ spotify เป็นตัวอย่าง spotify เป็นบริการ streaming เพลงและเมื่อคุณมีสินค้าอย่าง spotify บางครั้งคุณมองไปที่มันและคุณรู้ว่ามันค่อนข้างจะยุ่งเหยิง คนที่ทำงานให้ spotify รู้ว่ามันมีปัญหาและมันไม่ใช่ปัญหาเดียวกับ user User บางคนรู้สึกว่า interface ที่สีสว่างมันทำให้เค้าปวดหัว user คนอื่นก็คิดว่า interface สีมืดๆ ให้ความรู้สึกเหมือน ดาร์ธ เวเดอร์ ระหว่างความรู้สึกสุดขั้ว 2 แบบนี้ทำให้ designer ตัดสินใจที่จะเริ่มทำการศึกษานิดหน่อย และระหว่างที่ทำและมีสมมติฐานหลักเกิดขึ้นว่า ระหว่างประสบการณ์แบบเดิมซึ่งส่วนใหญ่เป็นสีสว่างกับสีทึบที่โฟกัสไปยังรูปลักษณ์และ showcase ที่แสดงเนื้อหา ซึ่งเนื้อหาตรงนี้ก็คือสิ่งที่ชั้นหมายถึง เป็นเพลง ศิลปิน อัลบั้ม เพลย์ลิส สิ่งเหล่านี้ที่เป็นดั่งหัวใจของ spotify แต่ประสบการณ์สีทึบที่มีโชว์เคสของเนื้อหานั้นจริงๆแล้วสร้าง engagement มากกว่าและทำให้คนหาเพลงที่เค้าต้องการง่ายขึ้นด้วย แต่เมื่อเอา interface สีทึบไปใช้กับทุก platform มันค่อนข้างจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่สำหรับ user สิ่งที่ทีมทำก็คือใช้การปฏิบัติที่เป็นมาตรฐาน ทำ user research / usability แบบสอบถามต่างๆเพื่อแจ้ง user ซึ่งสำหรับฉันทั้งหมดนี้คือ data ในท้ายที่สุดทีมก็ได้ทำ A/B Testing ซึ่งเป็นการที่คุณเอา user ประมาณ 1-5% ของคุณมาเจอประสบการณ์ interface สีทึบ ส่วนที่เหลือก็ให้ใช้ version เดิมสีสว่าง ซึ่งการทำแบบนี้จะเป็นการช่วยให้ทีมได้ทดสอบดีไซน์ใหม่ในโลกจริงๆ โลกที่คนเค้าใช้กันแต่ไม่ใช่โลกทั้งหมด แล้วเค้าได้เรียนรู้อะไรจากมัน เค้าดู business metric ว่าคนที่ใช้ดีไซน์ใหม่สีทึบนั้น ใช้มันฟังเพลงมากกว่าคนที่ใช้ interface สีขาว และเมื่อ user ได้ถูกถามความเห็นเกี่ยวกับดีไซน์ใหม่สีทึบ เค้าได้บอกว่า showcase ของเพลงโชว์คอนเท้นได้ดีว่า และมี range เพลงที่กว้างกว่า แต่จริงๆแล้ว เราไม่ได้เพิ่มอะไรลงไป range เพลงที่กว้างกว่าอันนั้นก็อันเดิมแหละ สิ่งที่เปลี่ยนคือหน้าตาและความรู้สึก ดังนั้นทีมก็เลยย้ายจากนี่ไปเป็นนี่ Data ได้ให้ความมั่นใจพวกเค้าในบางสิ่งที่เค้าคิดว่ามันจะต้องเสี่ยงมากๆแน่ และมันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่กับ user แต่จริงๆแล้วกลายเป็นสิ่งที่ user ต้องการ และไม่ใช่แค่นั้นมันยังดีกับธุรกิจด้วยเช่นกัน เราทุกคนรู้เมื่อมีการ launch สินค้าที่เรายังทำไม่เสร็จออกไป มันมีเวลาไม่มากพอให้คุณได้ทำอะไรให้มันถูกต้อง สินค้าของเราอยู่ในวงเวียนแห่งการทดลองที่ต่อเนื่องตลอดเวลา และก็มีการโต้เถียงภายใน spotify ด้วยเช่นกัน และนั่นก็คือปุ่ม เพลย์ ปุ่มที่อยู่ในหน้าปกอัลบั้ม บางคนรู้สึกว่ามันสำคัญที่จะต้องมี call to action ที่ชัดเจน เพื่อที่จะให้ user รู้ว่าต้องคลิกตรงไหนเพื่อที่จะฟังเพลง ยิ่งถ้า user ไม่ได้เป็นคนที่เจนจัดในการใช้เทคโนโลยีจ๋าแล้วหล่ะก็ภาพที่แสดงถึงคำแนะนำว่าต้องกดตรงไหนพวกนี้นี่ช่วยได้มากเลยทีเดียว ในอีกด้านนึงบางคนก็รู้สึกว่า ปุ่ม พวกนี้มันใช้ฟุ่มเฟือยและรกรุงรังใน interface ดังนั้นพวกเค้าเลยทำ test อีกครั้งโดยให้ 2 ดีไซน์แข่งกัน และผลออกมาว่าปุ่ม เพลย์ ไม่ได้สำคัญอะไรขนาดนั้น คนที่เจอดีไซน์แบบไม่มีปุ่มเพลย์ก็สามารถฟังเพลงได้ตามปกติ ฉันรู้ว่านี่ดูเหมือนว่า เป็นรายละเอียดเล็กๆที่ไม่ได้สำคัญ แต่สิ่งสำคัญของ spotify มันเกี่ยวกับการเล่นเพลงไม่ใช่เหรอ ปุ่มอย่างนี้นี่แหละเป็นพื้นฐานของประสบการณ์ของ user และจาก 2 ตัวอย่างที่ฉันพึ่งโชว์ให้คุณดู ทำให้รู้ว่า data บอกอะไร designers มากมาย แต่สิ่งที่ data ไม่ได้บอกคือ แรงบันดาลใจเบื้องต้นที่จะลองทำ interface ให้เป็นสีทึบ และ data ก็ไม่ได้เป็นตัวที่ทำให้เกิดการดีเบทภายในว่า ปุ่มเพลย์ ตรงหน้าปกอัลบั้มนั้นควรจะมีอยู่หรือไม่ ประสบการณ์ที่เราสร้างขึ้นมาสามารถเป็นตัวกำหนด data ที่เราต้องการจะเก็บได้ แต่ Data มีข้อจำกัดในเรื่องของไอเดีย แต่สิ่งที่ data ทำได้คือมันบอกว่าผู้คนใช้สินค้าของเราอย่างไร และเกิดอะไรขึ้นเมื่อ designer ถอยหลังมา 1 ก้าวและดู pattern ของ data ที่เกิดขึ้น ซึ่งนั่นทำให้พวกเค้าสามารถสร้างหลักของการ design ได้ สกัดเอาความรู้ที่ได้จากการเห็นความสำคัญชองพวก Showcase content ต่างๆ ความเรียบง่าย และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเค้าจะนำความรู้ที่ได้เหล่านั้นไปประยุกต์ใช้งานอื่นๆในอนาคต แต่ data ก็สามารถบอกอะไรเราได้มากกว่านี้ ฉันจะพาคุณกลับไปในเรื่องของคอนเสิร์ตซักนิด จำได้มั้ยคะ ที่เราได้พูดถึงสถานการณ์ที่ คุณนั่งที่เก้าอี้ของคุณ แล้วถามว่าจะวัดประสบการณ์ในเชิงคุณภาพได้ยังไง แต่จริงๆแล้วเราสามารถถามคำถามที่จะทำให้เราสามารถช่วยให้เรารู้ถึง คุณภาพของเนื้อหาของเพลงได้ ในโลกแห่งความเป็นจริง เราจะถามว่ามีคนจำนวนเท่าไหร่ที่ลุกไประหว่างโชว์ เค้าตบมือดังแค่ไหน มีคนกี่คนที่หลับ นี่เป็นคำถามเดียวกันที่ฉันจะถามตัวเองตอนที่ฉันลงจากเวทีนี้เช่นกัน แต่ฉันก็สามารถประเมินได้คร่าวๆจากจำนวนคนที่เล่นโทรศัพท์อยู่ตอนนี้ ตอนนี้ data ที่เราเก็บอยู่ในโลกดิจิตอลมันแม่นยำ และ ถูกต้องมากขึ้น และเราสามารถรู้ได้ว่า คน 1 คนฟังเพลงนานขนาดไหน ไม่ว่าเค้าจะฟังมันซ้ำแค่ไหน 1 รอบ 2 รอบ 27 รอบ 35 รอบ และด้วย data ที่แม่นยำนี้ เราสามารถเก็บข้อมูล user รายบุคคลได้เลย และนี่หมายความว่าเรามีศักยภาพในการออกแบบประสบการณ์แบบ personalize ได้สำหรับคนมากมาย แต่เราต้องระวังหน่อยสำหรับอำนาจแห่ง data นี้ เพราะว่าเรากำลังถูกล่อที่จะให้ส่งสิ่งที่เราคิดว่า user ต้องการ ณ ตอนนั้น และเราต้องบาลานซ์มันกับความต้องการของ user โดยธรรมชาติ เพื่อที่จะควบคุมประสบการณ์ของพวกเค้าได้ สินค้าดิจิตอล ณ ตอนนี้มันเกี่ยวกับการ personalize เนื้อหาให้ออกมาเป็นประสบการณ์เฉพาะตัวมากกว่า Personalize interface ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่าง designers และ data ก็ยังคงจะเกี่ยวข้องต่อเนื่องกันไป และลูกค้าของเราก็เปลี่ยนไปด้วย เช่นเดียวกัน เมื่อเราเข้าไปยังตลาดใหม่ ใช้เครื่องมือใหม่ๆ และ application ที่เราสร้าง พฤติกรรมของลูกค้า และความคาดหวังของเค้าก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย มันไม่เหมือนอย่างในอดีตเมื่อเราถูกตีกรอบด้วยการตัดสินใจของใครบางคน อย่างเช่น บันได ที่มันแคบไป เรามีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงมันได้ สินค้าของเราตอนนี้ไม่จำเป็นต้องย่ำอยู่กับที่ data ที่เราเก็บจากมันมาได้ มันเปลี่ยนแปลงและแม่นยำ ซึ่งสิ่งที่ data ทำก็คือ เติมเต็มช่องว่างในการแก้ปัญหาให้กับ designers อย่างไม่มีที่สิ้นสุดทำให้เราเรียนรู้ เข้าใจ user มากขึ้นและมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นงานของ designer ก็คือ ควบคุม และ งัดเอาอำนาจของ data ออกมาใช้ได้มากขึ้นกว่าเดิม ขอบคุณค่ะ

Video Details

Duration: 11 minutes and 10 seconds
Country:
Language: English
License: Dotsub - Standard License
Genre: None
Views: 6
Posted by: 8thapril on Jan 17, 2018

Rochelle King_ The complex relationship between data and design in UX

Caption and Translate

    Sign In/Register for Dotsub to translate this video.